เราเป็นเว็บไซต์ให้ความรู้ บทความทั้งหมดมีลิขสิทธิ์ ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปเผยแพร่ มีความผิดตามกฎหมาย
   บทความทั่วไป
เอฟเฟค Lexicon MX200 กับวิธีปรับแต่ง
โดย กองบรรณาธิการ | 11 Mar 2021

 Lexicon รุ่นนี้เป็นพัฒนาการออกแบบเอฟเฟค ที่ใส่เอฟเฟคสองเครื่องไว้ในเครื่องเดียว เรียกว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง จัดเป็นรุ่นราคาไม่แพง สำหรับคุณภาพเสียงของเอฟเฟครุ่นนี้เสียงดีครับ มิติเสียงความกว้างใช้งานได้ดีโดยเฉพาะงานPA ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร และยังมีคุณสมบัติที่สามารถผสมเสียงเอฟเฟคหลายๆโปรแกรมในตัวเองได้พร้อมๆกันอีกด้วย ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังออกแบบให้มีระบบ ROUTING ที่ผู้ใช้งานสามารถผสมผสานการต่อในรูปแบบต่างๆได้ ที่สำคัญเนื้อเสียงดีกว่าเอฟเฟคที่ติดมากับดิจิตอลมิกเซอร์อีกมากด้วย

ในส่วนของแนวทางการต่อพ่วงเรานิยมต่อจาก AUX เป็นหลัก ซึ่ง AUX ส่วนใหญ่บนมิกเซอร์จะเป็นระบบโมโนอยู่แล้ว ดังนั้นให้นำสัญญาณจาก AUX มาต่อเข้าที่ช่อง L(MONO) ได้เลยไม่จำเป็นต้องต่อทั้ง L-R แต่สำหรับ OUTPUT นั้นให้ต่อ L-R ส่งกลับไปยังมิกเซอร์ได้เลยอย่าต่อเพียงช่องเดียวนะครับเพราะจะทำให้มิติเสียงเอฟเฟคเสียไป การต่อแบบนี้เป็นพื้นบานการต่อปกติทั่วๆไปอยู่แล้ว รุ่นนี้ออกแบบให้ผู้ใช้งานที่ต่อเข้ามาในระบบโมโน สามารถแยกเอฟเฟคเป็นสองชุดได้ด้วย แต่สัญญาณoutputจะต้องเป็นแบบโมโน ซึ่งก็คือ ถ้าต่อ input L สัญญาณขาออกก็ต้องต่อที่ L ช่องเดียวเท่านั้น ส่วนinput R สัญญาณขาออกก็ต้องต่อที่ output R เท่านั้น การต่อแบบนี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เอฟเฟคได้สองชุดแยกอิสระกันแต่อยู่ในรูปแบบโมโนเท่านั้นเอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการนำเอาไปใช้งานเป็นหลัก (แนะนำว่าโดยมากแล้วเรานิยมต่อเอฟเฟคให้เสียงที่ออกมาอยู่ในรูปแบบสเตอริโอเป็นหลักเพื่อมิติเสียงที่กว้าง) ซึ่งอยู่ในฟังก์ชั่นที่เขียนว่า ROUTING โดยรุ่นนี้จะมี 4 ROUTING ด้วยกัน ดังนี้

Rounting 1 เป็น Dual mono หมายความว่า ส่งสัญญาณ AUX แยกอิสระช่องใครช่องมัน และก็ได้เสียงเอฟเฟคอิสระช่องใครช่องมันด้วย เช่น ส่ง AUX1เข้าที่ช่อง L และใช้โปรแกรมเสียง Hall Reverb สำหรับ output ก็ต้องต่อออกที่ช่อง L ก็จะมีเสียง Hall Reverb และช่อง R ก็จะไม่มีเสียงเอฟเฟคตัวนี้ออกมาด้วย ในขณะเดียวกันก็ต่อ AUX2เข้าที่ช่อง R และเลือกเอฟเฟค Digital delay เสียงเอฟเฟคตัวนี้ก็จะออกเฉพาะช่อง R เท่านั้นช่อง L จะไม่มีเสียงเอฟเฟคตัวนี้ออกมาด้วย การต่อเอฟเฟคแบบนี้เราจะได้เสียงแบบโมโนเท่านั้น

Rounting 2 การต่อแบบคาสเคท (cascade) การต่อลักษณะนี้เหมาะสำหรับสัญญาณที่เข้าในรูปแบบสเตอริโอ เช่น เรานำสัญญาณจาก AUX1+2 มาเข้าที่ input และเลือกโปรแกรมเอฟเฟค1เสร็จแล้วสัญญาณจะเข้าสู่เอฟเฟค 2 ก็จะให้สัญญาณสเตอริโอที่ผสมเสียงระหว่างเอฟเฟค1+2ออกมาพร้อมๆกันในรูปแบบสเตอริโอที่ภาค output

Rounting 3 เป็นการต่อแบบ Dual stereo (ขนาน) สัญญาณจากสเตอริโอเข้ามาที่เครื่องในรูปแบบขนาน หมายความว่าให้นำสัญญาณ L ต่อเชื่อมเข้าทั้ง input L-R และนำสัญญาณ R ต่อเชื่อมเข้าทั้ง L-R การต่อแบบนี้ จะให้สัญญาณสเตอริโอขาออกที่ output เช่นเดิม

Rounting 4 เป็นการต่อแบบ mono split เป็นการนำสัญญาณป้อนเข้าinputแบบโมโนอิสระ แต่ยังคงให้สัญญาณขาออกที่เป็นสเตอริโอ       

Input,Mix1,Mix2 

ในส่วนของการปรับใช้งานสิ่งแรกที่ต้องทำความคุ้นเคยก่อนก็คือ ควรอ่านคู่มือหลายๆรอบเสียก่อน การปรับแต่งให้ดูที่ด้านหน้าของเครื่องโดยเริ่มจากซ้ายมือนะครับ ปุ่มแรกจะเป็นปุ่ม INPUT และเหนือปุ่มจะมีวียูมิเตอร์ให้เราปรับค่าสัญญาณที่เข้ามาในความแรงที่เหมาะสม เฉลี่ยควรเริ่มต้นระหว่าง-6dB – 0dB ตามมาด้วยปุ่ม Mix1 , Mix2 เป็นการปรับความดังเสียงของเอฟเฟคชุดที่1และ2 ที่เลือกเอาไว้ ซึ่งให้ปรับไปในตำแหน่ง wet (100%) เพื่อให้ได้เสียงเอฟเฟคล้วนๆ

Effect Select

สำหรับเลือกโปรแกรมที่ต้องการใช้งานโดยทุกๆครั้งที่กดก็ให้ไปดูไฟที่ในช่องเอฟเฟคต่างๆว่าต้องการใช้งานเสียงไหน

Pre Delay ,Decay ,Variation

ปุ่มเหล่านี้เอาไว้ปรับค่าในการตกแต่งเสียงเอฟเฟคในส่วนของโปรแกรม reverb

Time/Speed ,Fback/Depth,Variation

ปุ่มเหล่านี้เอาไว้ปรับค่าในการตกแต่งเสียงอื่นๆที่ไม่ใช่โปรแกรมเสียงreverb เช่น delay,chorus,phaser เป็นต้น

Tempo,bypass

Tempoปุ่มนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเคาะจังหวะเข้าไปในเครื่อง เพื่อให้โปรแกรมสามารถคำนวณจังหวะเข้ากับโปรแกรมเอฟเฟคดีเลย์ได้เลย ตัวนี้สะดวกแม่นยำ หากกดแล้วจังหวะยังไม่ตรงดีนัก ก็สามารถกดซ้ำใหม่ได้จนกว่าจะได้จังหวะที่ถูกต้อง ส่วน bypass ช่วยให้เราสามารถฟังเสียงจริงก่อนเข้าโปรแกรมเอฟเฟคต่างๆ ใช้งานเพื่อทำการเปรียบเทียบเสียงหรือในกรณีที่ไม่ต้องการให้เสียงเอฟเฟคออกมา เราจะได้ยินเสียงจริงล้วนๆ

Store,Audition,Push to Load,User Program

Store สำหรับจดจำโปรแกรมที่แต่งเอาไว้ เพื่อให้สามารถเรียบกลับมาใช้งานได้ได้ตลอดเวลา ส่วน audition เป็นการออกแบบที่พิเศษก็คือ เมื่อกดจะมีเสียงเครื่องดนตรีแยกชิ้นออกมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกโทนเสียงเอฟเฟคได้โดยด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพานักดนตรีแต่อย่างไร และสำหรับฟังก์ชั่น push to load จะเป็นปุ่มหมุนทำงานสองหน้าที่คือ หากหมุนจะเป็นการเลือกค่าต่างๆ และการกดจะเป็นการยืนยันคำสั่ง User program จะเป็นหน้าต่างตัวเลขดิจิตอลที่แสดงค่าหมายเลขแทนชื่อโปรแกรม หรือค่าการปรับแต่งต่างๆพร้อมด้วยค่าที่บันทึกในหน่วยความจำเอาไว้ด้วย 

Copyright © totalsoundmag.com 2012 | Webmail จำนวนผู้เข้าชม